Book-a-holic

Laputa: Castle in the Sky

posted on 08 May 2009 15:09 by ta-la-la  in Book-a-holic, Movie-ill-ness

 

Laputa: Castle in the Sky (1986)

天空の城ラピュタ : Tenkuu no Shiro Rapyuta


  • รางวัล Ofuji Award จาก Mainichi Movie Competition
  • รางวัล First Place จาก Pia Ten (ในสาขา Best Films of the Year)
  • รางวัล First Place จาก Japanese Movies; City Road
  • รางวัล First Place จาก Japanese Movies; Eiga Geijyutsu (Movie Art)
  • รางวัล First Place จาก Japanese Films Best 10; Osaka Film Festival
  • รางวัล Eighth Place จาก Japanese Films; Kinema Junpo Best 10
  • รางวัล Second Place จาก Readers' Choice; Kinema Junpo Best 10
  • รางวัล Best Anime จาก Anime Grand Prix ครั้งที่ 9
  • รางวัล Special Recommendation จาก The Central Committee for Children's Welfare
  • รางวัล Special Award (ให้กับ มิยาซากิ และ ทากาฮาตะ) จาก Revival of Japanese Movies
  • รางวัล Best Design Award; Anime

 

 ช่วงนี้ตามดูหนัง Ghibli หลายเรื่องเลย รู้สึกจะเจอหนังเก่าๆก็เยอะมันเจ๋งตรงที่ว่า เก่าได้ใจแต่ภาพแล้วก็ซาวมันคุณภาพสูงจริง

Laputa เป็นเรื่องแรกที่ ฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki) เป็นเจ้าของโปรเจค บินกันสนั่นเมืองไปเลย คงสมใจฮายาโอะแล้วล่ะ ชอบเพลงประกอบจังเลย หุหุหุ

 

จิงๆแล้ว Laputa เกาะลอยฟ้ามาจากหนังสือของ Jonathan Swift

เรื่อง Gulliver's Travels อายุเยอะ เขียนเมื่อประมาณปี 1726

 

 "Travels into Several Remote Nations of the World,

in Four Parts. By Lemuel Gulliver,

First a Surgeon,

and then a Captain of several Ships "

ที่เราจะสนใจกันก็คือหนังสือค่ะ....5555+

Part I: A Voyage to Lilliput May 4, 1699 — April 13, 1702

เรื่องราวเริ่มต้น Gulliver  นักเดินเรือชาวอังกฤษ...จำได้ไหมตอนเด็กๆเราเคยอ่านนิทาน ที่ผู้ชายคนนี้เรือแตกไปติดเกาะ แล้วโดนนจิ๋วจับมัดน่ะ

 

ผู้เขียนให้ลายละเอียดว่าคนในเมืองลิลิพุตนั้นมีขนาดเล็กเป็น 1 ใน 12 เท่าของคนทั่วไป

คือ 6 นิ้ว กะ 15 เซน.

 

กูลลิเวอร์ที่ทำตัวน่ารัก ไม่ดื้อไม่ซนตอนหลังก็ได้รับการยอมรับจากคนในเมือง แล้วด้วยมันสมองที่มีกูลลิเวอร์ก็ไปทำงานช่วยราชการของเมืองลิลิพุต

แต่เมืองลิลิพุตนั้นจงใจจะหาทางกำจัดพระเจ้าจอร์จที่ 1 แห่งอังกฤษ

(มันฝันรึเปล่าตัวแค่เนี๊ยะ!!!!)

กูลลิเวอร์ชาวอังกฤษตัวอย่างผู้รักชาติจึงไม่ให้ความร่วมกับลิลิพุตจิ๋ว จึงต้องโทษแต่ว่า กูลลิเวอร์หาทางหนีออกมาจากเมืิองได้ในที่สุด (หนีคนจิ๋วไม่ได้ก็แน่นะกูล) แล้วก็โบกเรือกลับเกาะอังกฤษไป

Ps. จิงๆแล้วเนื้อหาตอนนี้พยายามจะให้เห็นการแก่งแย้งกัน ของคริสติ์นิกายโรมันคาทอลิค

กับคริสติ์โปรแตสแตนท์ในอังกฤษ ณ เวลานั้น.....


Part II: A Voyage to Brobdingnag June 20, 1702 — June 3, 1706

กูลลิเวอร์ผู้น่าสงสาร เดินเรือมาจากอังกฤษประเทศแม่อีกครั้ง แต่เมื่อเรือเจอพายุที่โหมเข้าใส่ทำให้ต้องหาทางจอดบนแผ่นดินเพื่อตามหาน้ำสะอาดให้ได้

แต่เมื่อได้น้ำมาแล้ว กัปตันเรือก็ทิ้งกูลลิเวอร์ไว้บนเกาะซะงั้นอะ

 

ในตอนนี้กูลลิเวอร์ไปเจอกับชาวนาที่สูงกว่าคนธรรมดา 12 เท่า คือ 22 เมตร

(ในลิลิพุตคือ 1:12 6นิ้ว15เซน ในบลอบดิงแนกคือ 12:1 22เมตร...5555+)

 ชาวนาใจดีเก็บกูลลิเวอร์ไปเลี้ยงแล้วก็เอาไปโชว์ (คนจิ๋ว...ที่มีจิ๋วกว่า)

จนกูลลิเวอร์กลายเป็นคนดัง ราชินีของเมืองก็เลยมารับกูลลิเวอร์ไปเลี้ยงในวังซะเลย

ในตอนนี้มีความน่ารักก็คือ กูลลิเวอร์ซึ่งในเมืองนี้เป็นคนจิ๋ว ทำให้ไม่สามารถใช้ข้าวของเครื่องใช้อะไรได้เลย ราชินีจึงสร้างบ้านตุ๊กตาให้เป็นบ้านกูลลิเวอร์ เรียกว่า กล่องเดินทางของกูลลิเวอร์

(เหมือนหมากระเป็าเอาไปไหนด้วยก็ได้)

แต่แล้วกูลลิเวอร์ก็ได้ไปสนทนากับราชาแห่งบลอบดิงแนก แล้วขัดใจกันเรื่องสหภาพยุโรป.......

(สนทนาการเมืองก็เงี๊ยะ)

ทำให้ตอนที่มีนกนางนวลยักมาโฉบเอากล่องของกูลลิเวรอ์ไปไม่มีใครสนใจจะช่วย

(น่าสงสารจิงๆนะ)

นกนางนวลเอากล่องไปทิ้งทะเลซึ่งมีนักเดินเรือผ่านมาแล้วพากูลลิเวอร์กลับอังกฤษบ้านเกิดได้

อีกครั้ง!!!!!!!!!!!!

 

Part III: A Voyage to Laputa  August 5, 1706 — April 16, 1710

หลังจากที่กูลลิเวอร์ถูกโจรสลัดปล้นเรือไปแล้ว กูลก็ถูกทิ้งเอาไว้บนเกาะร้างใกล้ๆกับอินเดีย

แต่แล้วก็มีเกาะลอยฟ้า ลาพิวต้ามาช่วยเค้าเอาไว้ เมืองนี้ให้ความสำคัญกับเสียงเพลง ดนตรี และศิลปะ

กูลถูกส่งไปเมืองบาลนิบาบิ (คากว่าดัดแปลงมาจาก เมืองบายบิโลน)

เพื่อรอให้พ่อค้าชาวดัชท์มารับไปยังญี่ปุ่น แล้วกลับไปยังบ้านเกิด อังกฤษ อีกครั้ง

โดยที่สาบานว่าจะไม่เดินทางไปไหนอีกแล้ว

 

Part IV: A Voyage to the Country of the Houyhnhnms

September 7, 1710 – July 2, 1715

ขัดกับคำสาบานที่ให้ไว้ กูลลิเวอร์ได้กลับมาเดินเรืออีกครั้งโดยที่ครั้งนี้เค้าได้เป็นกัปตันเอง

(มิน่าถึงได้กลับคำพูด)

แต่ีหลังจากเดินทางไปตามน่านน้ำมหาสมุทร กูลลิเวอร์ก็ถูกลูกเรือทั้งหมดหักหลัง

แล้วปล่อยเค้าไว้แผ่นดินแห่งแรกที่พบเพื่อจากไปเป็นโจรสลัด

 

ที่แผ่นดินแห่งนี้กูลได้เจอกับม้า

(Houyhnhnm ภาษาม้าแปลว่า ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ)

ซึ่งภายหลังเค้าได้พบว่า ม้าเป็นผู้ครองเมืองแห่งนี้ ซึ่งเทียบเท่ากับมนุษย์ที่ครองเมืองอื่นๆ

กูลได้เข้าไปอยู่อาศัยกับชาวม้าเมือง Houyhnhnm และหลงใหลไปกับชีวิตที่มีอิสระ และการพึงพาธรรมชาติของเหล่าม้าทั้งหลาย โดยที่จะเรียกมนุษย์ว่าพวก Yahoos

แต่แล้วกูลก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นอันตรายต่อประชาชาติของม้าม้า ไม่ควรมีการรับ Yahoos เข้ามาอยู่ร่วมอาศัยด้วย

ทำให้กูลไม่สามารถอยู่ที่นี้ต่อไปได้อีก

ชาวโปรตุเกสที่แล่นเรือผ่านมาจึงเข้ามาช่วบกูลลิเวอร์ไป แม้่ว่าเค้าจะไม่ต้องการจากเมืองม้านี้ไปเลยก็ตาม

หลัวจากนั้น กูลก็ได้กลับไปยังอังกฤษ อีกครั้ง

 

ในตอนจบนี้ กูลได้กลับมาอยู่บ้านและไม่เคยออกเดินทางอีกเลย แต่เค้าไม่สามารถทำใจให้ลืมชีวิตที่เค้ารักในเมือง Houyhnhnm ได้ และไม่สามารถทนอยู่ร่วมกับ Yahoos อื่นๆได้

กูลจึงใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงอยู่ในคอกม้า โดยหลีกเลี่ยงที่จะเจอหน้าภรรยาและลูกๆ

เพื่อคุยกับม้าของเค้าทุกๆวันตั้งแต่นั้นมา

 

 

 มันเหมือนเป็นเรื่องตลกเลยนะ....แต่จินตนาการของคนเมื่อปี 1726...ก็น่าทึ่งใช้ได้เลยใช่ม้า?...ทำเป็นหนังก็มีนะ แต่ยังไม่ได้ไปหาดูเลย เพราะฉะนั้น...คิดว่ายังไงกันละเพื่อนๆ?

เมื่อวานผลเอนท์ประกาศ..ยินดีๆๆกับทุกๆคน แต่เราได้สูญเสียเมทไปเสียแล้ว เธอซิ่วไปอักษร ฬ ซะงั้น

ไม่มีเมท เหอๆๆ...เศร้า แล้วจะนอนกะใครดีละ ปีนี้คะแนนลงมาเยอะเลยนะ ใครซิ่วก็สมใจกันหมดอะ

เกิดอะไรขึึ้นกับประเทศไทยของเรา???   การศึกษาตกต่ำ

 

 

เพื่อนๆชวนออกจากบ้านไม่ได้นะอาทิตย์นี้ งานเข้าๆๆๆๆ........ขอโทษ

เมื่อวานนีเพิ่งโอนเงินไปมัดจำค่าที่รับน้อง นครนายก 20000.....โอ้....เงินหามาก็ยากหายไปเร็วจิงโว้ย

สะเทือนใจหลาย นอกจากนี้ยังต้องไปจัดการเสื้อโต๊ะให้เสร็จ ตัวละ 100 แพงไหมหนอ??

ไม่เคยทำ ต้นทุนสูงเนอะ จะขายเท่าไหร่ดี??? 250?? เลว 5555+

 

วันอาทิตย์ไปนอนที่ท่าพระจันทร์ รอรับน้องวันจันทร์อีกที กะว่าจะไปเดินเล่นวังหลังซะหน่อย

แล้วจะเอามาอับดีไหม???555 พยายามมากอะ ไม่รู้จะอับอะไรดี น่าสนใจๆ

ชีวิตเรามันน่าเบื่อก็เงี้ย....กระซิกๆ

 

 

 นอน ดีก้า..............................เย้

 

edit @ 8 May 2009 16:30:01 by ta-la-la sing a little song